การฟื้นตัวจากอาการซึมเศร้าในคู่สมรส       How to recover from depression in a partner


การฟื้นตัวจากอาการซึมเศร้านั้น เป็นสิ่งที่วิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพราะอาการซึมเศร้านั้นสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ป่วย มากพอๆ กับคู่สมรสเลยทีเดียว เมื่อคู่สมรสคนใดคนหนึ่งต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้า อีกฝ่ายหนึ่งก็มักได้รับผลกระทบไปด้วย จากประสบการณ์ของผม เราพบว่า เมื่อคู่สมรสคนหนึ่งเริ่มที่จะฟื้นตัวส่วนใหญ่แล้วคู่สมรสอีกคนหนึ่งจะเริ่มเหนื่อยหน่ายหมดแรง หรือไม่ก็ส่งสัญญาณของอาการโรคซึมเศร้าด้วยเช่นกัน

            เจเน็ตได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคซึมเศร้ามานานหลายเดือนแล้ว ก่อนที่เธอจะยอมเข้ารับความช่วยเหลือ เธอเข้ามาขอคำปรึกษาและเราก็ช่วยเธอหาตัวกระตุ้นที่เป็นสาเหตุให้เธอมีอาการซึมเศร้า ใช้เวลาพอสมควรกว่าที่เธอจะเต็มใจมองลึกลงไปในปัญหาของตน ทั้งปรากฏว่าโรคซึมเศร้าที่เธอกำลังเป็นอยู่นี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับเจมส์สามีของเธอด้วยเช่นกัน ทั้งสองคนนี้ห่างหายจากการมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันมาหลายเดือนแล้ว ทั้งคู่ต่างไม่พึงพอใจในสถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ ในท้ายที่สุดเจมส์ก็ตกลงใจที่จะเข้าสู่การบำบัดด้วยการสนทนาพูดคุยด้วยเช่นกัน

เป้าหมายของการบำบัดคู่สมรสอย่างสั้น แบบมุ่งที่ปัญหาในกรณีโรคซึมเศร้านั้น มักส่งเสริมให้เข้าใจโรคมากขึ้น ลดทัศนคติและพฤติกรรมเชิงลบต่อโรคซึมเศร้า และเพิ่มความเห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน

ในการบำบัดครั้งแรก นักบำบัดจะประเมินจุดแข็งของคู่สมรส และสิ่งที่คู่สมรสขาดความเข้าใจเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า พฤติกรรมและทัศนคติเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า และระดับของท่าทีลบ ความเห็นอกเห็นใจและการสนับสนุน การบำบัดครั้งต่อมา มักจะเป็นการมุ่งประเด็นไปที่การทำความเข้าใจด้านสุขภาพจิตศึกษาเกี่ยวกับอาการการดำเนินโรค สาเหตุและการบำบัดโรคซึมเศร้า รวมถึงการให้ความสำคัญโดยเฉพาะกับอาการต่างๆ อันอาจส่งผลกระทบต่อการทำบทบาทหน้าที่ของผู้ป่วย คู่สมรสและชีวิตสมรสได้ การบำบัดครั้งถัดมา เราจะพิจารณาวิธีการรับมือและกลยุทธการสื่อสาร ที่จะสามารถช่วยเหลือสามีในการลดภาระและความทุกข์ใจเนื่องจากโรคซึมเศร้าของภรรยา โดยจัดการเป็นเรื่องๆ ไป  เราจะใช้เทคนิคการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมเข้ามาช่วยคู่สมรสให้แทนที่ความคิดเชิงลบ ด้วยทัศนะมองโลกในแง่ดีและสร้างสรรค์ จึงช่วยคลายความกังวลที่มักเกิดขึ้นกับคู่สมรสของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าไปได้บ้าง ทั้งส่งเสริมคู่สมรสให้จดจ่อไม่เพียงที่ข้อเรียกร้องของคู่สมรสที่กำลังเครียดของตนเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความต้องการจำเป็นของตนเองด้วยเช่นกัน (ตัวอย่างเช่น ความสนใจส่วนตัว กิจกรรมทางสังคม และการหนุนใจจากเพื่อนสนิทเป็นต้น)


ในการบำบัดครั้งต่อมา เราจะพูดคุยกันเกี่ยวกับการลดการปฏิสัมพันธ์เชิงลบกับคู่สมรสที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า (เช่น การวิพากษ์วิจารณ์ การมุ่งร้าย การตำหนิติเตียน) และดูแลเอาใจใส่กันด้วยปฏิสัมพันธ์เชิงบวก คู่สมรสทั้งสองได้เรียนรู้การสนับสนุนกันและกันหลายๆ รูปแบบ (ตัวอย่างเช่น การสนับสนุนทางอารมณ์เปรียบเทียบกับการสนับสนุนแบบมุ่งที่ปัญหา) และจะปรับเข้ากับความต้องการสนับสนุนด้านการสื่อสารอย่างไร ในการบำบัดครั้งสุดท้าย  เราจะใช้เพื่อฝึกสร้างความเห็นอกเห็นใจคู่สมรสที่มีอาการซึมเศร้า และยอมรับว่า อาการซึมเศร้าเป็นโรคที่ซับซ้อนและส่งผลให้ผู้ป่วยถดถอยด้านความสามารถ

โรคซึมเศร้าไม่จำเป็นจะต้องบรรเทาลงเสมอไป และในหลายกรณีมีช่วงที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับยาเพื่อเป็นสะพานเชื่อม ส่วนที่ยากที่สุดในกระบวนการบำบัด เมื่อคู่สมรสของผู้ป่วยเริ่มเข้าใจและยอมรับลักษณะอาการของโรคที่คู่สมรสของตนกำลังเป็นอยู่ และเมื่อพวกเขาพร้อมที่จะเรียนรู้ทางเลือกใหม่ในการรับมือ ความก้าวหน้าก็จะเกิดขึ้นได้ นี่คือ สิ่งที่สำคัญมากที่คู่สมรสจำเป็นจะต้องดูแลความต้องการของตนเอง นอกเหนือจากการดูแลเอาใจใส่ปัญหาของคู่สมรสที่ซึมเศร้า เวลามีความตึงเครียดด้านความสัมพันธ์ทางเพศ ปัญหานี้ตามธรรมดาแล้วไม่สามารถแก้ได้นอกความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย เพราะจะเกิดผลเสียหายมากกว่าเดิม ผลข้างเคียงประการหนึ่งของยาต้านเศร้าคือ ทำให้ความต้องการทางเพศลดลง ซึ่งจะนำไปสู่จุดอันตรายอีกจุดหนึ่งของคู่สมรส และลดโอกาสเชื่อมความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ ทั้งสองฝ่ายต้องทำข้อตกลงกันว่า จะรับมือกับปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์ด้วยวิธีใด นักบำบัดควรจัดการเรื่องนี้ด้วยกันกับคู่สมรสทั้งคู่เกี่ยวกับประเด็นนี้

เจเน็ตเรียนรู้ที่จะยอมรับตนเอง รวมถึงโรคซึมเศร้าของเธอ เธอเห็นว่า โรคนี้ส่งผลกระทบต่อเจมส์อย่างไร ในช่วงที่เข้ารับการบำบัด เธอได้เรียนรู้ที่จะใส่ใจเขาให้มากขึ้น แม้ว่าเธอมักจะไม่ได้รู้สึกอยากทำเช่นนั้นเลยก็ตาม แต่สำหรับเธอ “ความรักคือการตัดสินใจ” ของเธอด้วย เหตุนี้เธอจึงตัดสินใจที่สร้างโอกาสที่จะใกล้ชิด และสานความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเจมส์

เจมส์เริ่มเข้าใจปัญหาและความกดดันที่ภรรยาต้องเผชิญ และเกิดความเห็นอกเห็นใจเธอมากขึ้น เขาเรียนรู้ที่จะแสดงความต้องการของตนเองได้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน เจมส์ได้เข้าร่วมกลุ่มความรับผิดชอบของลูกผู้ชายเพื่อรับมือกับความเครียดของตนเอง

ปัจจุบันพวกเขาได้ผ่านครอบครัวบำบัดแล้ว และทั้งคู่ก็กำลังอยู่ในจุดที่ดีทั้งเจเน็ตและเจมส์สามารถรับมือกับความรู้สึกของตนเอง และปล่อยให้อีกฝ่ายหนึ่งมีที่ทางส่วนตัวมากขึ้น เมื่อฝ่ายนั้นต้องการ  แม้เจเน็ตยังไม่หายสนิทจากโรคซึมเศร้า แต่เธอกำลังเดินทางไปยังจุดนั้นแล้ว

บทความ :  Dick de Koning ที่ปรึกษาประจำศูนย์บริการนิวเคาเซลลิ่งเซอร์วิส  www.ncs-counseling.com


Why Speaking Well of Your Spouse Is so important

ทำไมการพูดถึงข้อเด่นของภรรยาคุณเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ

http://michaelhyatt.com/why-speaking-well-of-your-spouse-is-so-important.html

5 Reasons You Should Get in the Affirmation Business Today

ห้าปัจจัยเกี่ยวกับความสำคัญของการชูจิตชูใจ


ในฐานะของการเป็นผู้นำ ศักยภาพของชีวิตคู่ของคุณมีผลกระทบต่อการเป็นผู้นำของคุณทันที ผมได้สังเกตสิ่งนี้ครั้งหนึ่งครั้งเล่า เพื่อที่จะมีผลลัพท์ในที่ทำงาน เราควรมีผลลัพท์ที่บ้านเป็นอันดับแรก

ในช่วงแรก ๆ ของชีวิตสมรสของเรา เกลและผมอยู่ที่โบสถ์ของศิษยาภิบาล ที่เต็มไปด้วยพลัง อายุประมาณสามสิบปี ท่านเป็นคนสื่อสารเก่ง  ท่านเป็นคนมีสติปัญญาและคนฟังดี ๆ ผลลัพธ์ก็คือ โบสถ์นั้นเติบโตเร็วมาก

แต่เมื่อเราได้รู้จักคนนี้กับภรรยามากขึ้น เราก็สังเกตสิ่งหนึ่ง ที่เป็นห่วงในการสื่อสารของเขาทั้งสอง เขาพูดเกี่ยวกับอีกฝ่ายหนึ่งในแง่ลบบ่อยครั้ง ต่อหน้าของคนอื่น ๆ


ในฐานะเป็นผู้นำศักยภาพของความสัมพันธ์ในชีวิตสมรส มีผลกระทบต่อการเป็นผู้นำของคุณ

ไมเคิล ไฮแอท

ช่วงต้น ๆ มันรู้สึกแบบตลก ๆ ข้อคิดที่เขาแบ่งไปดูเหมือนเล่น ๆ และเป็นเรืองตลกขบขัน ทุกคนหัวเราะ แต่หลัง ๆ มันเป็นข้อคิดที่แหลม ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นคำพูดที่พยายามซ่อนไว้ความรู้สึกหงุดหงิดกับซึ่งกันและกัน

ในที่สุดเราก็จากโบสถ์แห่งนั้น  หลายปีผ่านมา เราได้เรียนรู้ว่าคู่นี้หย่ากันแล้ว ด้วยวิธีไม่สวย เขาก็สารภาพว่าเขามีชู้ทั้งสอง และบ่อยครั้ง เขาสูญเสียครอบครัวและพันธกิจของเขาด้วย ผมยังรู้สึกเสียใจมากเมื่อคิดถึงเรื่องนี้จนถึงวันนี้เลย

ในอีกมุมมองหนึ่งผมได้ยินเพื่อนร่วมงานในอดีตพูดเกี่ยวกับภรรยาของเขาด้วยความนับถืออย่างสูง บ่อยครั้งเขาพูดว่า “ผมไม่ชอบที่จะลาเธอในตอนเช้า และผมก็รอไม่ได้ที่จะเจอเธอในตอนเย็นอีกครั้ง”

เขาทั้งสองแต่งงานกันเกือบหกสิบปีแล้ว ครั้งล่าสุดเมื่อเกลกับผมไปเยี่ยมเยียนเขา คู่นี้จับมือกัน มันแสดงชัดเจนว่าเขายังรักกันมากมาย

ด้วยการเล่าประสบการณ์สองเรื่องนี้ ผมเชื่อว่า การยกย่องภรรยาในที่สาธารณะเป็นเหมือนการลงทุนที่สำคัญมาก ทั้งในครอบครัวและในการเป็นผู้นำด้วย

นี้คือเรื่องสำคัญ เพราะเหตุการณ์ห้าอย่างต่อไปนี้


1. You Get More of What You Affirm   คุณจะได้รับมากจากสิ่งที่คุณยืนยัน

คุณเคยสังเกตไหม เมื่อคุณได้รับการยกย่อง คุณก็จะทำสิ่งนั้นกับคนอื่น ๆ นี้คือธรรมชาติของมนุษย์  เมื่อคนใช้คำยกย่องด้วยความไม่จริงจัง มันก็คล้ายเป็นการยกย่องได้ แต่ถ้าพูดด้วยความจริง มันก็เป็นวิถีหนึ่งเพื่อการสร้างแรงจูงใจที่มีพลังมาก ตรงกันข้ามเช่นเดียวกัน เมื่อเราบ่นมาก เราก็จะได้รับการบ่นแทน เมื่อเราโฟกัสในแง่ลบ เราก็จะสังเกตแง่ลบตลอด มันเป็นสิ่งผิดได้ที่จะทำลายความสัมพันธ์กับคู่ชีวิต หรือลูก ๆ หรือเพื่อนร่วมงาน และถ้าเราคิดในแง่บวก เราจะสร้างสุขมากกว่า เราควรสังเกตสิ่งที่บวกและยืนยันการพูดแบบนี้ เรียกร้องถึงสิ่งเหล่านี้ การยืนยันและยกย่องคู่ชีวิตของเรา เป็นเครื่องมือที่ดีมาก สำหรับการเสริมกำลังพฤติกรรมต่าง ๆ และเพื่อการสร้างสิ่งที่คุณชอบมากขึ้น


2. Affirmation Shifts Your Attitude   การยืนยันจะเปลี่ยนทัศนคติของคุณ

ส่วนใหญ่ถ้อยคำมีพลังมาก ถ้อยคำสามารถสร้างคน หรือทำลายคน ผมเชื่อว่าเกือบทุกคนพยายามที่จะให้การกระทำและคำพูดของเขา อยู่ในแนวเดียวกัน  เมื่อคุณจะเริ่มพูดเกี่ยวกับคนหนึ่งในแง่บวก คุณน่าจะเริ่มเชื่อสิ่งที่คุณพูดด้วย เมื่อเราพูดถึง ครู หรือ อาจารย์คนใดคนหนึ่งในแง่ลบมันง่ายมากที่จะคิดในแง่ลบ เอาละ แน่นอน แต่เมื่อเราแก้ไข้คำพูดของเราในแง่บวก มันน่าจะมีผลดีต่อจิตใจของเราด้วย เราสามารถเลือกได้ในการดำเนินชีวิต เราสามารถสังเกตสิ่งที่บวก หรือเลือกที่จะอยู่กับแง่ลบ เมื่อเราโฟกัสในแง่บวก ในที่สุดเราก็จะวางแนวความคิดของเราในแง่นั้นด้วย


3. Affirmation Strengthens Your Spouse’s Best Qualities การยืนยันในแง่ดีจะเสริมลักษณะดี ๆ ของคู่ครอง

การหนุนใจยืนยันเป็นพลังอย่างมาก ทุกคนต้องการเสริมกำลังของคู่ครอง นี่คือ สาเหตุที่จะพัฒนานิสัยที่ดี หรือการลดนำ้หนัก และคำหนุนใจจากคนอื่นที่เสริมพลังภายในเรา นี่คือเรื่องจริงในชีวิตของเรา ในทุกด้านคู่ชีวิตของคุณมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม เมื่อคุณอยู่ในช่วงที่ยากในชีวิตคู่ของคุณในปัจจุบัน คุณอาจไม่เชื่อ แต่ผมสัญญาว่า คู่ครองของคุณอาจจะเก่งมากในด้านหนึ่ง เขาอาจเป็นคนใจดี หรือคิดถึงคนอื่นง่ายๆ หรือเป็นคนอดทนนาน คุณควรยกย่องคุณสมบัติแบบนี้ แล้วมันจะออกชัดเจนมากขึ้น ขอให้คิดนิดหนึ่ง มันหมายความว่า ด้วยการยกย่องคู่ของคุณ คุณจะช่วยเขากลายเป็นคนที่เขาควรเป็น


4. Affirmation Wards off Temptation      การยืนยันป้องกันถึงการล่อลวง

ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว มีค่าใช้จ่ายสูง มันให้คุณสูญเสียทุกอย่าง เช่นครอบครัว มิตรสัมพันธ์ การงาน สุขภาพด้านอารมณ์ มรดก และจิตวิญญาณของคุณด้วย แต่เมื่อคนอื่นเห็นว่าคุณมีชีวิตสมรสที่มีความสุข เขาน่าจะไม่มารบกวนคุณด้วย สภาพชีวิตคู่ของคุณจะบ่งบอกชัดเจนว่า คุณมีความพึงพอใจ คุณไม่ได้มองหาคนอื่น หรือคุณมองหาความสัมพันธ์ทางเพศในระยะสั้นๆ และ การยืนยันกับคู่ของคุณ เป็นเหมือนกำแพงป้องกันชีวิตคู่จากผู้ปล้นสะดม มันจะช่วยคุณเสี่ยงสถานการณ์ประนีประนอม คุณควรพูดถึงคู่ชีวิตของคุณในที่สาธารณะ ด้วยถ้อยคำในแง่บวก และบ่อยครั้งด้วย มันจะป้องกันการนอกใจ


5. Affirmation Provides a Model to Those You Lead การยืนยันเป็นเหมือนแบบอย่างสำหรับคนที่คุณนำ

ถ้าหากอยากจะเป็นผู้นำที่ดี คุณจะต้องนำตัวเองก่อน และครอบครัวของคุณ ชีวิตสมรสจะเป็นตัวอย่างที่ให้เห็นชัดเจนว่า คุณจัดการกับคนอื่นได้อย่างไรบ้าง เมื่อคุณจะพูดถึงคู่ของคุณด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงการยกย่องเขา ผู้ติดตามคุณจะเชื่อคุณง่าย แต่เมื่อเขาได้ยินคำบ่น จากปากของคุณต่อคู่ของคุณ คุณน่าจะเดาได้ว่าเขาจะคิดอย่างไร เขาน่าจะคิดว่า ฉันสงสัยว่าเขาจะพูดถึงฉันอย่างไร ฉันสงสัยว่าเขาจะบ่นเกี่ยวกับฉันด้วย เมื่อฉันไม่อยู่หรือ ถ้าเขาทำอย่างนี้กับคนอื่น ๆ ฉันไม่อยากอยู่ใกล้เขาแล้วผลกระทบ คือ เขาจะถอนตัว เขาจะไม่ขยัน แต่ถ้าเขาเห็นคุณยืนยันคนอื่น เขาน่าอยากจะร่วมมือมากกว่า วิธีการนี้จะเสริมกำลังแห่งศักยภาพในการเป็นผู้นำของคุณ และช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีที่สุด ในการนำคนอื่น ๆ


ชีวิตคู่ของคุณเป็นสิ่งสะท้อนค่านิยมเกี่ยวกับการนำคนของคุณอย่าง มากที่สุด”


10-Day Challenge        การท้าทายสำหรับสิบวันต่อไป

เพื่อช่วยคุณรับผลลับของเหตุการห้าอย่างดังกล่าวข้างบน ผมอยากท้าทายคุณดังนี้

ถ้าคุณไม่แต่งงาน คุณสามารถปรับรายการนี้ด้วยตัวเองได้ ช่วยลองดูสิ่งเหล่านี้สำหรับสิบวันต่อเนื่อง

  • เชิญชวนคู่ของคุณที่จะอ่านบทความนี้ และให้เวลากันและกันที่จะพูดถึงบริบทนี้
  • ตัดสินใจด้วยกันว่า คุณจะพูดถึงอีกฝ่ายหนึ่งในแง่บวกตลอด ทั้งในสาธารณะ และส่วนตัว
  • อย่าพยายามให้อีกฝ่ายหนึ่งหยุดพูด แม้ว่าเขายังไม่สามารถแก้ตัวเองได้ มันจะไม่ค่อยช่วยเท่าไร แต่ตรงกันข้าม ขอสังเกตสิ่งหนึ่งที่บวก เช่น ที่เขาแต่งตัว หรือสิ่งหนึ่งที่เขาพูด หรือที่เขากระทำ
  • ยืนยันอีกฝ่ายหนึ่ง ยกย่องเขา บอกขอบคุณเขา ถ้าไม่รู้จะทำอะไร เริ่มต้นด้วยถ้อยคำแห่งการขอบคุณ และแสดงออก

ผมอยากจะหนุนใจที่จะนับความสำเร็จในเรื่องนี้ ผมไม่คาดหวังว่าคุณจะเขียนหนังสือ แต่แค่เก็บความคิดบางอย่างในสมุดโน๊ตของคุณ ผมก็อยากได้ยินว่ามันเป็นประสบการณ์อย่างไร

การยืนยันและยกย่องคู่ของเราที่สาธารณะเป็นการลงทุนที่จะเกิดผลในการเป็นผู้นำอย่างสูง มันสามารถเปลี่ยนโลกของเราได้  โดยเฉพาะในยุคที่มีคู่สมรสน้อยลงเรื่อย ๆ

 

(2016 Translation by Dick de Koning & Joy Saranchit Hemkaew)

อาการป่วยทางจิต และคนในครอบครัว                       Mental Health within the Family

 อาการป่วยทางจิตนั้นเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่อยากพูดถึง ด้วยเหตุผลบางอย่าง โรคจิตเวชกลายเป็นเรื่อง “ต้องห้า” ในวัฒนธรรมของเรา เป็นหัวข้อสนทนาที่ทำให้ผู้ฟังอึดอัดเมื่อได้รับฟัง ผลก็คือ ผู้ทนทุกข์จากผลกระทบของโรคจิตเวชไม่มีโอกาสทำ สิ่งเดียวที่จะช่วยลดความหนักอกหนักใจของเขาได้บ้าง นั่นคือ...พูดคุย

   อาการป่วยทางจิตนั้นเป็นอาการเจ็บป่วยที่สามารถพบได้มากกว่าที่เราอยากจะยอมรับ การบอกคนอื่นว่าคุณป่วยเป็นโรคมะเร็งนั้นเป็นเรื่องง่ายกว่าการบอกว่าคุณมีอาการป่วยทางจิตมากนัก เมื่อคุณบอกให้คนอื่นทราบว่าคุณป่วยเป็นโรคมะเร็ง ปฏิกิริยามักออกมาในแนวเห็นอกเห็นใจแต่เวลาคุณบอกเขาว่าคุณป่วยด้วยโรคจิตเวช เขาไม่รู้จะตอบสนองอย่างไรดี หาไม่เขาก็พยายามเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเสีย ด้วยเหตุนี้ผู้คนส่วนใหญ่ที่กำลังทุกข์ใจกับโรคจิตเวชจึงเก็บเรื่องนี้เงียบ

     ว่ากันว่ามีคนไทยกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ที่มีประสบการณ์กับโรคจิตเวชในช่วงชีวิตของตน (อ้างอิงจากบทความจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ด้านล่าง) จำนวน 20 เปอร์เซ็นต์นี้มีนัยสำคัญไม่น้อยเลย และครอบคลุมเพียงผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีอาการป่วยทางจิตจริงๆ จำนวนนี้ไม่รวมเพื่อน สมาชิกในครอบครัว  หรือเพื่อนร่วมงานซึ่งได้รับผลกระทบจากอาการของผู้ป่วย

ตราบาปที่เพิ่มความทุกข์แก่ผู้ป่วยจะยังคงอยู่ จนกว่าเราจะเริ่มมองคนที่ทนทุกข์จากโรคจิตเวชว่าเป็นคนเป็นเบื้องแรก และเป็นโรคจิตเวชเบื้องรองลงมา


หากคุณรู้จักใครก็ตามที่เจ็บป่วยด้วยโรคจิตเวชจงเอื้อมมือออกไปหาเขา จงช่วยทะลายความเงียบงันและตราบาป คุณไม่รู้หรอกว่าเพียงแค่รับฟังทำให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง

•  อาการป่วยทางจิตหลายแบบนั้นเริ่มแสดงอาการเมื่อผู้ป่วยอยู่ในวัยรุ่นตอนปลายหรือวัยยี่สิบต้นๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวล หรือลักษณะอาการที่พบน้อยกว่า เช่น โรคอารมณ์สองขั้วหรือไบโพลาร์ หรือโรคจิตเภท อาการที่ปรากฏครั้งแรกมักเกิดขึ้นช่วงที่ผู้ป่วยยังอาศัยอยู่กับครอบครัวของตน แม้เมื่อเขาย้ายออกจากบ้านไปหรืออายุมากขึ้น โรคจิตเวชนั้นไม่เพียงเป็นความทุกข์ใจของตัวผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังผู้คนรอบข้างอีกด้วย

•  โรคจิตเวชมักส่งผลกระทบแผ่เป็นระลอกกว้างต่อครอบครัว สร้างความตึงเครียด ความไม่แน่นอน ปัญหาทางอารมณ์และการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงต่อการใช้ชีวิตของคนรอบข้าง โดยสมาชิกครอบครัวแต่ละคนอาจได้รับผลกระทบในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป บางครั้งนักวิชาชีพด้านสุขภาพไม่รับรู้ผลกระทบเหล่านี้ต่อครอบครัว

•  ครอบครัวอาจรับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยในแต่ละวันด้วย และมักเป็นการดูแลโดยไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือการสนับสนุน หรือการรับรู้ความต้องการจำเป็นหรือสุขภาพจิตของตน เมื่อคนยอมรับว่าครอบครัวเป็นพันธมิตรในการดูแลผู้ป่วย และครอบครัวได้รับการอบรมและส่งเสริมอย่างถูกต้องจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีอย่างเห็นได้ชัดสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

•  บางครั้งนักวิชาชีพด้านสุขภาพอาจไม่ได้รับฟังครอบครัว โดยอาจอ้าง “ความลับของผู้ป่วย” เป็นเหตุผลโดยไม่สมควร ทว่า ครอบครัวมักเป็นผู้สนับสนุนหลักของคนที่ได้รับผลกระทบจากโรคจิตเวชและมีสิทธิจะได้รับการปฏิบัติต่อในฐานะ “หุ้นส่วนในการดูแล” ครอบครัวจำเป็นต้องได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโรคจิตเวชและวิธีการดูแลที่จัดให้ผู้ป่วย พร้อมทั้งการฝึกฝนและสนับสนุนเพื่อให้ช่วยเหลือตนเองพอๆ กับช่วยเหลือตัวผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

เราเริ่มที่ตรงไหน?


พัฒนาทัศนคติเชิงบวกที่สมเหตุสมผลเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเสมอ นี่หมายความว่า:

การยอมรับกับความจริงที่ว่า คนที่คุณห่วงใยนั้นป่วยด้วยโรคจิตเวชและมีแนวโน้มที่จะสร้างผลกระทบรุนแรงทางอารมณ์ที่สร้างปัญหาให้กับคุณได้พอๆ กับที่ตัวผู้ป่วยเอง คุณอาจนึกโกรธเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับครอบครัวของคุณ มีความสับสนหรือรู้สึกสูญเสียและเศร้าโศกเสียใจว่า ผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้ได้อย่างไร เป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรรับรู้และพูดคุยกันถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเหล่านี้ หากคุณไม่สามารถพูดคุยกับคนในครอบครัวได้ ผมขอแนะนำให้คุณลองพูดคุยกับคนนอกครอบครัวที่คุณไว้ใจดู เพราะคุณจำเป็นต้องมีคนคอยรับฟังปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่


การพัฒนาความรู้สึกสมดุลระหว่าง:

•   การรับรู้ผลกระทบที่ผู้ป่วยได้รับจากอาการเจ็บป่วยกับความหวังว่าจะคืนสู่สุขภาวะ

•   ความต้องการจะทำอะไรต่ออะไรเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยกับส่งเสริมให้เขาสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง

•   การแสดงความห่วงใยกับการก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของผู้ป่วย

•   การให้เวลากับผู้ป่วยกับการมีเวลาดูแลตนเองและสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัว

•   การส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำอะไรต่ออะไรกับการไม่เรียกร้องสูงเกินจะเป็นจริงได้

เตรียมตัวคุณให้พร้อม โดยเรียนรู้เกี่ยวกับอาการเจ็บป่วยและวิธีการบำบัดรักษาให้มากที่สุด และคำนึงถึงสิ่งที่คุณควรทำเพื่อให้การสนับสนุนผู้ป่วยพูดคุยเรื่องนี้กับคนอื่นๆ ในครอบครัวและนักวิชาชีพด้านสุขภาพที่ให้การดูแลผู้ป่วย หากมีการบำบัดดูแลแบบใดที่คุณไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยได้ ผมแนะนำให้คุณขอคำแนะนำจากนักวิชาชีพทางการแพทย์ว่า จะจัดแจงอย่างไรเพื่อให้การบำบัดรักษานั้นในแนวทางอื่นใดแทนได้บ้าง

เพื่อช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต เราต้องมีทักษะหรือไม่?


การป่วยด้วยโรคจิตเวชไม่ใช่เรื่องง่าย การดูแลคนที่ได้รับผลกระทบบ่อยครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยเช่นกัน และบางครั้งสัญชาตญาณแรกของเราก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากนัก คู่มือสำหรับครอบครัวขององค์กรเซน (The SANE Guide for Families) ประเทศออสเตรเลียได้ให้ข้อมูล และเกร็ดความรู้ที่เป็นประโยชน์ซึ่งคนมีประสบการณ์ด้านนี้ให้ไว้มากมาย ดังนี้

•  หาเวลานั่งลงพูดคุยกับตัวผู้ป่วยและสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว เปิดอกคุยกันถึงความรู้สึกที่คุณมีและเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ในครอบครัวได้แสดงออกด้วยเช่นเดียวกัน พยายามทำให้แน่ใจว่า สมาชิกทุกคนมีความเข้าใจและมีจุดยืนร่วมกัน

•  พยายามหาและเข้ารับการอบรมเรื่องการดูแลผู้ป่วยด้วยโรคจิตเวช และพิจารณาเข้าร่วมกลุ่มผู้ดูแลที่ต้องทำหน้าที่เดียวกับคุณเพื่อพบปะและเสริมสร้างกำลังใจซึ่งกันและกัน

•  สนับสนุนให้กำลังใจให้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคจิตเวชให้มีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง และในการเข้าสังคมและทำสิ่งต่างๆ ในชุมชนท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่เขาจะสามารถทำได้

•  คำนึงถึงตัวผู้ป่วยแบบองค์รวม – จำไว้ว่า เขามีความเป็นปุถุชนคนธรรมดาที่มีอารมณ์ความรู้สึกและความต้องการทางเพศเฉกเช่นเดียวกับคนธรรมดาสามัญทั่วไป ตรวจสอบให้แน่ใจว่า แพทย์ได้ดูแลสุขภาพกายของผู้ป่วยแอลกอฮอล์หรือสารเสพติดเป็นปัญหาที่ต้องให้ความสนใจหรือไม่?

•  หากพบว่า ผู้ป่วยมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย ทำร้ายตนเองหรือก้าวร้าวต่อผู้อื่น คุณจำเป็นต้องจัดการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง และปรึกษานักวิชาชีพด้านสุขภาพ วางแผนร่วมกันว่า คุณต้องทำอย่างไรหากเกิดการป่วยซ้ำ และมีหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อยามฉุกเฉินไว้ใกล้มือเสมอ

•  วางแผนล่วงหน้าไว้สำหรับเวลาที่คุณไม่สามารถอยู่ดูแลผู้ป่วยได้ ปรึกษาปัญหานี้กับผู้ป่วยและนักวิชาชีพด้านสุขภาพว่า มีทางเลือกใดบ้างที่ปลอดภัย และจัดเตรียมเงินทุนที่จำเป็นในการดูแลรักษาต่อไป

ควรทำอย่างไรในช่วงวิกฤติ?

   เมื่อผู้ป่วยแสดงอาการผิดปกติอย่างรุนแรง คนอื่นและตัวผู้ป่วยเองอาจรู้สึกสับสนเป็นทุกข์

คุณสามารถหาแนวทางการตอบสนองในยามวิกฤติได้ใน How to help in a crisis

https://www.sane.org/mental-health-and-illness/facts-and-guides/dealing-...


เราจะสามารถดูแลตัวเองได้อย่างไร?

ในการดูแลผู้ป่วย สิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลยคือ การดูแลตัวผู้ดูแลเองและสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวด้วยเช่นกัน

•  ให้ตัวเองมี “เวลานอก” อย่างสม่ำเสมอ และต้องหาเวลาทำกิจกรรมที่คุณชื่นชอบและได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หาคนมาดูแลผู้ป่วยเป็นครั้งคราวเพื่อทุกฝ่ายจะได้พักเพื่อผ่อนคลายบ้าง

•  เปิดอกพูดคุยถึงความรู้สึกที่คุณรู้สึกอยู่ภายในใจเสียบ้าง หากบางครั้งคุณคับข้องใจหรือต้องการการสนับสนุนอย่างยิ่ง ก็อย่า “เก็บกด” ให้นักวิชาชีพด้านสุขภาพที่ดูแลผู้ป่วยและผู้อื่นรับรู้ว่าคุณรู้สึกอย่างไร และขอการสนับสนุนหากจำเป็น

•  รู้จักประเมินสิ่งที่คุณสามารถทำได้ และสิ่งที่คุณไม่สามารถทำได้อย่างมีเหตุผล พยายามเรียงลำดับความสำคัญและจัดระเบียบสิ่งที่คุณต้องทำ ยกตัวอย่างเช่น ทำรายการสิ่งที่ต้องทำในแต่ละสัปดาห์ ตารางนี้ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและยุติธรรม และต้องมีเวลาพักสำหรับตัวคุณเองและผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของคุณด้วยเช่นกัน

•  อย่าพยายามทำหลายสิ่งเกินไป รักษาจังหวะของตัวคุณเอง และคอยระวังสัญญาณเตือนว่า คุณเริ่มเครียด วางแผนรองรับไว้ล่วงหน้าว่า จะทำอย่างไรหากเกิดรู้สึกเครียด

•  พยายามติดต่อเข้าร่วมกับสมาคมสายใยครอบครัว (Thai Family Link Association) ซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการอยู่ร่วมกับสมาชิกครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสุขภาพจิต

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaifamilylink.net

บทความโดย : Dick de Koning ที่ปรึกษาประจำศูนย์บริการนิวเคาเซลลิ่งเซอร์วิส www.ncs-counseling.com